![]()
:
สายตาทุกคู่กำลังจดจ้องกับผลการสำรวจ “ค่าตัว” ของบุคลากรในแวดวงไอทีสหรัฐอเมริกา
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นิตยสาร InformationWeek จัดทำขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของทุกปี ผลการสำรวจพบว่า ค่าเหนื่อยของบุคลากรในธุรกิจไอทีนั้นลดลงประมาณ 2,000 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 76,000 ดอลลาร์ ขณะที่ระดับผู้บริหาร อัตราผลตอบแทนลดลงมาอยู่ที่ 103,000 ดอลลาร์
ที่น่าสนใจมากกว่านั้น จากการสำรวจไปยังกลุ่มตัวอย่าง 9,600 คน นอกจากจะได้รู้เรื่องของอัตราจ้างงานแล้ว ยังได้ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณในการอบรม และสร้างเสริมทักษะให้แก่บรรดาทรัพยากรบุคคลของแต่ละบริษัทด้วย
หลายปีที่ผ่านมา หลายบริษัทประกาศงดการขึ้นเงินเดือน จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว 74% ของพนักงานระดับปฏิบัติการ และ 80% ของกลุ่มผู้บริหารรายงานว่าได้รับการเพิ่มเงินเดือน ในขณะที่เพียงแค่ 65% ของพนักงานปฏิบัติการ และ 71% ของผู้บริหารกล่าวว่า จะได้รับเงินเดือนขึ้นในปีนี้ แต่อัตราการขยับขึ้นนั้นน้อยนิด บ
รรดาพนักงานระดับปฏิบัติการได้รับเงินเดือนขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2.9% ขณะที่ปีที่ผ่านมาอัตราการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3.3% และผู้บริหารได้รับการปรับขึ้นในอัตรา 3.7% ในขณะที่ปีที่แล้วพวกเขาได้รับการขึ้นเงินเดือน 4.2%
นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2007 บรรดานายจ้างเริ่มรัดเข็มขัดในนโยบายการปรับเงินเดือน อัตราจ้าง
เดวิด แวน เดอ วอร์ธ จากบริษัทวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มอร์เซอร์ กล่าวว่านอกจากการขึ้นเงินเดือนจะน้อยลงแล้ว งบประมาณด้านการจัดการบริหาร และฝึกอบรมพนักงาน เพื่อมองหาพนักงานใหม่ และดึงตัวพนักงานคนเดิมให้อยู่กับบริษัทเองก็เริ่มน้อยลงด้วยเช่นกัน
“ธุรกิจในอุตสาหกรรมไอทีเองก็เริ่มได้รับผลกระทบเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ แล้ว” เขากล่าว
บิล โอ เรียลรี ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในอัตราที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว และเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนงาน โดยหลังจากที่ทำงานเป็นผู้จัดการในสถาบันวิจัยในซีแอตเติลถึง 6 ปี โดยจะต้องทำงานเกี่ยวกับการวิจัยผู้ป่วยโรคมะเร็ง โอ เรียลรี ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อปีที่แล้ว
แต่เขาบอกว่า เมื่อเขาได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าจากบริษัทไฮเทคแห่งหนึ่ง ที่แม้จะเสนอเงินเดือนเท่าเดิม แต่ด้วยการแบ่งหุ้นของบริษัท และการมี “อุปกรณ์ไฮเทคใหม่ๆ เอาไว้เล่น” ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนงาน
ในปีนี้บริษัทแห่งใหม่ของเขา ขึ้นเงินเดือนให้ 3.5-4% แต่ด้วยอัตราผลตอบแทนแบบแบ่งส่วนกำไรทุกไตรมาส และผลตอบแทนอื่นๆ นอกจากเงินเดือน ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นในส่วนนี้มากถึง 3,500-4,000 ดอลลาร์ต่อปี
ในส่วนของเงินโบนัสในปีนี้มีรายงานว่าลดลงประมาณ 1,000-3,000 ดอลลาร์ ในกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการ และประมาณ 7,000 ดอลลาร์ในกลุ่มผู้บริหาร โบนัสคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของอัตราตอบแทนของระดับพนักงาน และ 7% ของผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่อยู่ในระดับกลางๆ หากไม่นับวิกฤติโลกไอทีในปี 2001 ซึ่งในช่วงนั้นฟองสบู่ได้ดันให้โบนัสพุ่งทะยานขึ้นถึง 16%
กล่าวกันว่า ครึ่งหนึ่งของพนักงาน และสองในสามของผู้บริหารถึงกับยิ้มแก้มปริเพราะได้รับเงินโบนัส 63% ของพนักงาน และ 71% ของผู้บริหารได้รับเงินโบนัสโดยอิงจากผลการทำงาน และ 42% กับ 47% ได้รับโบนัสโดยอิงจากการแบ่งส่วนกำไร และอีก 15% กับ 21% ได้รับโบนัสจากจำนวนความคืบหน้าของโปรเจคที่อยู่บนมือ
เมอร์เซอร์ กล่าวว่า การธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับรักษาความลับของข้อมูลก็ไม่ได้ร้อนแรงมากเท่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าคนที่ทำงานในธุรกิจนี้จะได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง โดยในช่วงหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 นั้น หลังจากที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายแทรกซึมไปทั่วโลก ได้มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านระบบข้อมูลอย่างเข้มงวด และมีการฝึกอบรมพนักงาน รวมทั้งผลิตโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อรักษาความลับของบริษัท
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โปรแกรมและระบบทางเลือกซึ่งใช้งบประมาณไม่สูงเท่าก็เริ่มเข้ามาเป็นทางออกให้กับบริษัทที่ “งบไม่ถึง”
อย่างไรก็ตาม ระบบการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลที่เป็นความลับของราชการยัง “มาแรง” และยังมีงบประมาณสำหรับการลงทุนด้านนี้เสมอ โดยรายงานระบุว่า อัตราผลตอบแทนของผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของข้อมูลนั้นเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง อยู่ที่ประมาณ 118,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่ 109,000 ดอลลาร์
ขณะที่พนักงานในส่วนนี้ได้รับค่าจ้างที่ติดอันดับค่าจ้างสูง 5 อันดับแรกของวงการ โดยอยู่ที่ 86,000 ดอลลาร์
แม้การขึ้นเงินเดือนจะไม่ใช่ประเด็นหลักของปีนี้ แต่ดูเหมือนว่า ความต้องการงาน “ตำแหน่งใหม่ๆ” ในวงการนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น อย่างเช่น ตำแหน่งที่มีชื่อสวยๆ “สถาปนิกไอที” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มาแรงและมีความต้องการในตลาดสูงมาก
“สถาปนิกเป็นมากกว่าคนพัฒนาระบบ พวกเขาต้องออกแบบมันให้ได้ด้วย” แต่ดูเหมือนว่าข้อมูลดังกล่าวอาจไม่สอดรับกับอัตราการขึ้นเงินเดือนของสถาปนิกด้านไอทีที่ดูแลด้านระบบ และสถาปนิกทั่วไปได้ เพราะในส่วนของทั้งสองงานนี้ อัตราการขึ้นเงินเดือนลดลงแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่มีความต้องการในตลาดสูง โดยอัตราเฉลี่ยของค่าตอบแทนในตำแหน่งสถาปนิกไอทีนั้นอยู่ที่ประมาณ 105,000-100,000 ดอลลาร์
สำหรับค่าตอบแทนของกลุ่มโปรแกรมเมอร์นั้นดูเหมือนว่าจะออกมาไม่เลวนัก แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะต้องเผชิญกับภาวะการลดต้นทุน และการแข่งขันค่อนข้างสูงจากต่างประเทศ แต่อัตราผลตอบแทนของบุคลากรในกลุ่มนี้กลับออกมาอยู่ในระดับปานกลางไม่ได้ลดลง อยู่ที่ประมาณ 66,000 ดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยในกลุ่มนักวิเคราะห์ และลดลงถึง 5,000 ดอลลาร์ในกลุ่มของนักออกแบบระบบโปรแกรม
สตีเวน นีล นักพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับเวบไซต์ที่ทำงานในบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในตำแหน่งวิศวกรมากว่า 15 ปี โดยเริ่มจากตำแหน่งงานเล็กที่สุด เขามองว่าเขารู้สึกว่างานนี้ทำให้ชีวิตเขามั่นคง แต่หลังจากอ่านรายงานวิจัยของเมอร์เซอร์แล้ว เขาก็รู้สึกระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาเขาก็ถูกแช่แข็งในตำแหน่งเดิมมาระยะหนึ่งแล้ว และในปีนี้เขาคาดว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนประมาณ 3% เท่านั้น ไม่ใช่ 5% เหมือนปีที่ผ่านๆ มา
ขณะที่พนักงานระดับปฏิบัติการฝ่ายชายได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 75,000 ดอลลาร์ มีรายงานว่าพนักงานระดับเดียวกันแต่เป็นผู้หญิงนั้นมีอัตราเฉลี่ยของเงินเดือนอยู่ที่ 68,000 ดอลลาร์เท่านั้น คิดเป็นช่องว่างถึงประมาณ 8%
ขณะที่ระดับบริหาร ผู้ชายจะมีรายได้ประมาณ 98,000 ดอลลาร์มากกว่าผู้หญิง 88,000 ดอลลาร์อยู่ 10% ถือเป็นช่องห่างที่เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราตอบแทนประจำปีนั้นไม่ได้มีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างเพศ
พนักงานฝ่ายช่วยเหลือในธุรกิจไอที ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นกลุ่มที่มีค่าตอบแทนต่ำที่สุดอยู่เช่นเดิม โดยอยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์ ส่วนระดับผู้จัดการจะมีรายได้ที่ 72,000 ดอลลาร์ เพราะถือว่าตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่การทำงานในแวดวงไอที ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นไปเติบโตในตำแหน่งอื่น ๆ ต่อไป



